Wednesday, July 28, 2010

Rules of the Game

แทนคำบรรยาย หวังว่าจะเป็นไอเดียให้กับน้องๆ Trader เช่นเคย ผมอาจจะไม่ค่อยว่าง เพราะมีหลายๆสาเหตุ เพื่อนๆ บางท่านอาจจะพอรู้อยุ่บ้าง สู้ๆครับ ผมเชื่อว่าแนวคิดที่ผมเคยเผยแพร่ที่ผ่านๆมาจะช่วยเพื่อนๆทุกคนให้ สามารถอยู่รอดได้บนเส้นทางเกมส์การเงินได้อย่างแน่นอน สบายมาก :)




13 comments:

Natthapurin said...

ขอบคุณพี่ Mudley ครับ ^^

ชอบประโยคที่ว่า "People don't trade the market. They trade their opinions of the market."

พี่ Mudley ก็สู้ๆ เช่นกันครับ :D

Anonymous said...

มาจากหนังสือเล่มไหนอะครับ

balperfect said...

ขอบคุณมากครับ

pop said...

ขอบคุณครับ
ติดตามตลอด


hehew :D

KeithOrbit said...

ดีใจที่พี่ยังไม่ท้ิง blog ครับ ติดตามตลอดครับ

KeithOrbit
trendfollower
prob win 50%
reward/risk 2:1

ดอกไม้ said...

ขอบคุณมากครับ

peacedev said...

ขอบคุณครับ

Anonymous said...

ติดตามตลอดเช่นกันครับ เข้ามารอเรื่อยๆว่าเมื่อไหร่จะมีอัพเดต

Anonymous said...

ขอบคุณครับ ติดต่ามอ่านมานาน โผล่มาให้หายคิดถึง

ผมขออนุญาติลงเรื่อง reflexivity ท่านมัดชี้แนะด้วยนะครับ ผมเขียนไว้นานแล้ว ผมอยากทราบความคิดเห็นจากท่านอื่นบ้าง คำชมไม่เอาครับ ขอคำด่าเยอะๆ ครับ ผมมีความรู้น้อย อาสัยมีความพยายาม ในชีวิตนี้ เกิดมายากจน แต่ไม่ขอยอมตายอยางยากจนโดยเด็ดขาดครับ

----------

สิ่งที่ reflexivity สอนผมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรือ ไม่เคยสอน คือ การฝึกคิดแบบ invert แล้วผลพลอยได้ที่ได้รับเป้นกำไรต่อมาคือ เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต หรืออดีตมันแก้ไขได้

ทุกวินาทีจึงมีความหมาย เพราะจะกลายเป้นความทรงจำที่เราเก้บไว้ แล้วอดีตมันแก้ได้ด้วย มันขึ้นอยู่กับว่าเราจำทำอะไรในวินาทีนั้น แล้วยิ่งคิดว่าเราเคยผ่านวันนี้มาแล้ว แต่คราวนั้นเราทำผิดหมดเลย คราวนี้เราจะทำให้มันถูกละ พอคิดอย่างนี้เราจะได้รอบครอบมากขึ้น แล้วโอกาสผิดพลาดมันน้อย เพราะเราจินตนาการในสิ่งที่เราจำทำวันนี้จากเมื่อวานแล้ว จินตนาการเป็นภาพ เป็นเสียงเลย นึกออกมาเป็นฉาก ๆ ว่าจะเทรดหุ้นอย่างไร ถ้ามันมาอย่างนี้ แล้วเราจะทำอย่างไรบ้าง

Anonymous said...

ในตลาด มี ๆ ไม่มี ๆ จิตวิทยาเหมือนที่ท่านมดกรุณาเอามาลงให้อ่านกัน สิ่งนั้นมี สิ่งนั้นจึงเกิด อนาคตทำนายไม่ได้อย่างที่ท่านมดว่าไว้ แต่อคติของคนทำนายได้ หรืออาจทำนายไมได้

ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก เป็นโรคประสาทสะท้อนกลับไปกลับมา กลัวคนอื่นเหม็น วันหนึ่งพอขึ้นรถไฟ ก็คิดตรงข้ามทันที เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ขอโทษนะครับ “กรูรรไม่ได้เล่นอะไรมาเลย” แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ มันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่อออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมามากขนาดนี้ ใส่ชุดว่ายน้ำไปเลยดีกว่า ผมเรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปกับเรื่องเหล่านี้ไปเลย

อีกเรื่องหนึ่ง ผมติดอ่างตอนเด้กจนถึง 10 ขวบ เชื่อไหมครับมีวันหนึ่งในชีวิตช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครดูน่าสงสารที่สุดให้มารับสมุดได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหไป นี่มัน reflexivity นี่

นี่คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ เราจะได้ไม่ตกลงไปในกับดักของวงจรอุบาทย์ reflexivity

ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
invert always invert


เรามีความตรึงเครียดในตลาดหุ้น เกิดจากสิ่งที่เราทำได้สำเร็จกับสิ่งที่เราควรจะทำให้สำเร็จ มันมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วนี้ และช่องว่างนี้คือความเครียดของคน

ในตลาดหุ้น มีความวิตกกังวลแบบที่เรียกว่าอาการที่ชอบคาดการร์ไปล่วงหน้า เราอ่านทุกวันบทวิเคระห์เต็มไปหมดเลย มาทุกวัน คาดกันไม่ได้ด้วย ต้องเสพติดกันหมดแบบไม่รู้ตัว อาการวิตกกังวลเหล่านี้เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ตลาด ขึ้น/ลง ผมเรียกตลาดมีอาการเลย เพราะเห็นตลาดเป้นคนหนึ่งคน เป้นสิ่งมีชีวิตตัวเป็น ๆ นี่เลย ตลาดมีอาการขึ้น/ลง เพราะกลไกลของการสะท้อนกลับ อาการเกิดเพราะตลาดตอบสนองต่อความกลัวโดยปราศจากเหตุและผลและเจ้าความกลัวในลักษณะอาการโรคประสาทของตลาดนี่เองครับที่เปฌนตัวกระตุ้นอาการดังกล่าว ซึ่งผลสะท้อนกลับอาการดังกล่าวยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเองมีความกลัวมากขึ้น

โซ่แห่งวงจรคล้ายคลึงนี้ เห็นได้ทุกวันในอาการของคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทำครับ แล้วถ้าใครจ้องหน้าจอ เสร็จหมด เพราะมีอาการกดดันซือ้ๆ ขายๆ กลับไปกลับมา นี่ละครับ อาการเลย แต่เกิดในตลาด แต่ถ้าใรเป้นโดยส่วนตัวแล้ว แจ่มเลยที่นี้ จึงเท่ากับว่าอาการดังกล้าวของเขาได้รับแรงกระตุ้นยิ่งขึ้นไปอีก
นอกฝึกสติปัฐฐานสี่มาอย่างดี ตัดอคติต่างๆ ออกจากการตัดสินใจได้หรือไมได้

ถ้าใครมีอาการอย่างนี้ ซึ้งผมคิดว่ามีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ต้องไปประชดประชันหาทางจัดการกับมัน เอาเทคนิค invert คือ การจัดการในทางตรงกันข้ามไปใช้ รับรองวงจรอุบาทว์แบบ reflexivity ในใจของเราจะถูกตัดขาดทีละน้อย ค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด

วามวิตกกังวลในเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าต้องเอาเทคนิคการจัดการในทางตรงกันข้ามไปปะทะมันไว้ อาจช่วยได้

ตัวอย่าง ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก กลัวคนอื่นเหม็น คราวนี้พอขึ้นรถไฟ ผมเก็เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขุนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ไม่ได้เล่นอะไรมาเลย แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ ผมว่ามันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่ออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมาขนาดนี้ น่าใส่ชุดว่ายน้ำมาเลยดีกว่า เรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปเลย เออถ้าพอใส่มาจริงๆ เหงื่อไม่ออกแล้ว เพราะเราอยากให้มันออก มันเลยไม่ออก ถึงบอกว่า invert, always invert

ช่วงที่ผมติดอ่างตอนเด้ก มีวันหนึ่งในชีวิตกว่า 5 ปีช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครน่าสงสารให้มารับได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหายนะครับ ขอให้เราเอาเทคนิคนี้ไปทำตรงกันข้าม คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ

ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
ถ้าฝึกคิดแบบ invert มันอินเข้าไปในนิสัย เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต


-------- จบแล้วครับ ขอบคุณมากครับ

Anonymous said...

ในตลาด มี ๆ ไม่มี ๆ จิตวิทยาเหมือนที่ท่านมดกรุณาเอามาลงให้อ่านกัน สิ่งนั้นมี สิ่งนั้นจึงเกิด อนาคตทำนายไม่ได้อย่างที่ท่านมดว่าไว้ แต่อคติของคนทำนายได้ หรืออาจทำนายไมได้

ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก เป็นโรคประสาทสะท้อนกลับไปกลับมา กลัวคนอื่นเหม็น วันหนึ่งพอขึ้นรถไฟ ก็คิดตรงข้ามทันที เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ขอโทษนะครับ “กรูรรไม่ได้เล่นอะไรมาเลย” แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ มันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่อออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมามากขนาดนี้ ใส่ชุดว่ายน้ำไปเลยดีกว่า ผมเรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปกับเรื่องเหล่านี้ไปเลย

อีกเรื่องหนึ่ง ผมติดอ่างตอนเด้กจนถึง 10 ขวบ เชื่อไหมครับมีวันหนึ่งในชีวิตช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครดูน่าสงสารที่สุดให้มารับสมุดได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหไป นี่มัน reflexivity นี่

นี่คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ เราจะได้ไม่ตกลงไปในกับดักของวงจรอุบาทย์ reflexivity

ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
invert always invert


เรามีความตรึงเครียดในตลาดหุ้น เกิดจากสิ่งที่เราทำได้สำเร็จกับสิ่งที่เราควรจะทำให้สำเร็จ มันมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วนี้ และช่องว่างนี้คือความเครียดของคน

ในตลาดหุ้น มีความวิตกกังวลแบบที่เรียกว่าอาการที่ชอบคาดการร์ไปล่วงหน้า เราอ่านทุกวันบทวิเคระห์เต็มไปหมดเลย มาทุกวัน คาดกันไม่ได้ด้วย ต้องเสพติดกันหมดแบบไม่รู้ตัว อาการวิตกกังวลเหล่านี้เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ตลาด ขึ้น/ลง ผมเรียกตลาดมีอาการเลย เพราะเห็นตลาดเป้นคนหนึ่งคน เป้นสิ่งมีชีวิตตัวเป็น ๆ นี่เลย ตลาดมีอาการขึ้น/ลง เพราะกลไกลของการสะท้อนกลับ อาการเกิดเพราะตลาดตอบสนองต่อความกลัวโดยปราศจากเหตุและผลและเจ้าความกลัวในลักษณะอาการโรคประสาทของตลาดนี่เองครับที่เปฌนตัวกระตุ้นอาการดังกล่าว ซึ่งผลสะท้อนกลับอาการดังกล่าวยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเองมีความกลัวมากขึ้น

โซ่แห่งวงจรคล้ายคลึงนี้ เห็นได้ทุกวันในอาการของคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทำครับ แล้วถ้าใครจ้องหน้าจอ เสร็จหมด เพราะมีอาการกดดันซือ้ๆ ขายๆ กลับไปกลับมา นี่ละครับ อาการเลย แต่เกิดในตลาด แต่ถ้าใรเป้นโดยส่วนตัวแล้ว แจ่มเลยที่นี้ จึงเท่ากับว่าอาการดังกล้าวของเขาได้รับแรงกระตุ้นยิ่งขึ้นไปอีก
นอกฝึกสติปัฐฐานสี่มาอย่างดี ตัดอคติต่างๆ ออกจากการตัดสินใจได้หรือไมได้

ถ้าใครมีอาการอย่างนี้ ซึ้งผมคิดว่ามีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ต้องไปประชดประชันหาทางจัดการกับมัน เอาเทคนิค invert คือ การจัดการในทางตรงกันข้ามไปใช้ รับรองวงจรอุบาทว์แบบ reflexivity ในใจของเราจะถูกตัดขาดทีละน้อย ค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด

วามวิตกกังวลในเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าต้องเอาเทคนิคการจัดการในทางตรงกันข้ามไปปะทะมันไว้ อาจช่วยได้

ตัวอย่าง ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก กลัวคนอื่นเหม็น คราวนี้พอขึ้นรถไฟ ผมเก็เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขุนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ไม่ได้เล่นอะไรมาเลย แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ ผมว่ามันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่ออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมาขนาดนี้ น่าใส่ชุดว่ายน้ำมาเลยดีกว่า เรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปเลย เออถ้าพอใส่มาจริงๆ เหงื่อไม่ออกแล้ว เพราะเราอยากให้มันออก มันเลยไม่ออก ถึงบอกว่า invert, always invert

ช่วงที่ผมติดอ่างตอนเด้ก มีวันหนึ่งในชีวิตกว่า 5 ปีช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครน่าสงสารให้มารับได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหายนะครับ ขอให้เราเอาเทคนิคนี้ไปทำตรงกันข้าม คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ

ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
ถ้าฝึกคิดแบบ invert มันอินเข้าไปในนิสัย เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต


-------- จบแล้วครับ ขอบคุณมากครับ

Anonymous said...

ในตลาด มี ๆ ไม่มี ๆ จิตวิทยาเหมือนที่ท่านมดกรุณาเอามาลงให้อ่านกัน สิ่งนั้นมี สิ่งนั้นจึงเกิด อนาคตทำนายไม่ได้อย่างที่ท่านมดว่าไว้ แต่อคติของคนทำนายได้ หรืออาจทำนายไมได้

ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก เป็นโรคประสาทสะท้อนกลับไปกลับมา กลัวคนอื่นเหม็น วันหนึ่งพอขึ้นรถไฟ ก็คิดตรงข้ามทันที เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ขอโทษนะครับ “กรูรรไม่ได้เล่นอะไรมาเลย” แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ มันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่อออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมามากขนาดนี้ ใส่ชุดว่ายน้ำไปเลยดีกว่า ผมเรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปกับเรื่องเหล่านี้ไปเลย

อีกเรื่องหนึ่ง ผมติดอ่างตอนเด้กจนถึง 10 ขวบ เชื่อไหมครับมีวันหนึ่งในชีวิตช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครดูน่าสงสารที่สุดให้มารับสมุดได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหไป นี่มัน reflexivity นี่

นี่คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ เราจะได้ไม่ตกลงไปในกับดักของวงจรอุบาทย์ reflexivity

ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
invert always invert


เรามีความตรึงเครียดในตลาดหุ้น เกิดจากสิ่งที่เราทำได้สำเร็จกับสิ่งที่เราควรจะทำให้สำเร็จ มันมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วนี้ และช่องว่างนี้คือความเครียดของคน

ในตลาดหุ้น มีความวิตกกังวลแบบที่เรียกว่าอาการที่ชอบคาดการร์ไปล่วงหน้า เราอ่านทุกวันบทวิเคระห์เต็มไปหมดเลย มาทุกวัน คาดกันไม่ได้ด้วย ต้องเสพติดกันหมดแบบไม่รู้ตัว อาการวิตกกังวลเหล่านี้เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ตลาด ขึ้น/ลง ผมเรียกตลาดมีอาการเลย เพราะเห็นตลาดเป้นคนหนึ่งคน เป้นสิ่งมีชีวิตตัวเป็น ๆ นี่เลย ตลาดมีอาการขึ้น/ลง เพราะกลไกลของการสะท้อนกลับ อาการเกิดเพราะตลาดตอบสนองต่อความกลัวโดยปราศจากเหตุและผลและเจ้าความกลัวในลักษณะอาการโรคประสาทของตลาดนี่เองครับที่เปฌนตัวกระตุ้นอาการดังกล่าว ซึ่งผลสะท้อนกลับอาการดังกล่าวยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเองมีความกลัวมากขึ้น

โซ่แห่งวงจรคล้ายคลึงนี้ เห็นได้ทุกวันในอาการของคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทำครับ แล้วถ้าใครจ้องหน้าจอ เสร็จหมด เพราะมีอาการกดดันซือ้ๆ ขายๆ กลับไปกลับมา นี่ละครับ อาการเลย แต่เกิดในตลาด แต่ถ้าใรเป้นโดยส่วนตัวแล้ว แจ่มเลยที่นี้ จึงเท่ากับว่าอาการดังกล้าวของเขาได้รับแรงกระตุ้นยิ่งขึ้นไปอีก
นอกฝึกสติปัฐฐานสี่มาอย่างดี ตัดอคติต่างๆ ออกจากการตัดสินใจได้หรือไมได้

ถ้าใครมีอาการอย่างนี้ ซึ้งผมคิดว่ามีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ต้องไปประชดประชันหาทางจัดการกับมัน เอาเทคนิค invert คือ การจัดการในทางตรงกันข้ามไปใช้ รับรองวงจรอุบาทว์แบบ reflexivity ในใจของเราจะถูกตัดขาดทีละน้อย ค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด

วามวิตกกังวลในเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าต้องเอาเทคนิคการจัดการในทางตรงกันข้ามไปปะทะมันไว้ อาจช่วยได้

ตัวอย่าง ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก กลัวคนอื่นเหม็น คราวนี้พอขึ้นรถไฟ ผมเก็เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขุนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ไม่ได้เล่นอะไรมาเลย แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ ผมว่ามันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่ออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมาขนาดนี้ น่าใส่ชุดว่ายน้ำมาเลยดีกว่า เรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปเลย เออถ้าพอใส่มาจริงๆ เหงื่อไม่ออกแล้ว เพราะเราอยากให้มันออก มันเลยไม่ออก ถึงบอกว่า invert, always invert

ช่วงที่ผมติดอ่างตอนเด้ก มีวันหนึ่งในชีวิตกว่า 5 ปีช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครน่าสงสารให้มารับได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหายนะครับ ขอให้เราเอาเทคนิคนี้ไปทำตรงกันข้าม คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ

ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
ถ้าฝึกคิดแบบ invert มันอินเข้าไปในนิสัย เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต


-------- จบแล้วครับ ขอบคุณมากครับ

คุณกำลังเห่าต้นไม้ผิดต้น said...

ขอบคุณมากๆเลยครับ พี่ Mudleygroup